รีวิวหนัง : The Upside (2017) ดิ อัพไซด์ ฟิลกู๊ด ตลก ซึ้ง อบอุ่น ให้แง่คิดและมุมมองดีๆ

ภาพยนตร์เรื่อง The Upside อิงจากเรื่องจริงที่ให้กำลังใจคนทั่วโลก ดัดแปลงและได้แรงบันดาลใจมาจากหนังฝรั่งเศสในปี 2011 เรื่อง Les Intouchables โดยในเวอร์ชั่นฮอลลีวูดนี้ กำกับการแสดงโดย นีล เบอร์เกอร์ และ จอน ฮาร์ตเมีย มือเขียนบทที่มีความใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นต้นฉบับมากสุด บอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพระหว่างชายสองคนที่ดูไม่น่าจะคบหากันได้เลย มหาเศรษฐีอย่าง ฟิลลิป ลาแคส ผู้เป็นอัมพาตทั้งตัวหลังจากอุบัติเหตุการเล่นพาราไกลดิ้ง และ เดลล์ สก๊อทท์ อดีตผู้ต้องขังจากเรือนจำที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการหางานดีๆ สักงาน

 

The Upside

 

เรื่องย่อ : เรื่องราวของความผูกพันระหว่าง ฟิลิป ลาคาส (ไบรอัน แครนสตัน) เขาคือมหาเศรษฐีผู้พิการเพราะประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว เคลื่อนไหวได้เฉพาะใบหน้าและคอ ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นที่บังคับด้วยคาง เขากำลังหาคนที่จะทำหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จนกระทั่งเขาได้พบกับ เดลล์ (เควิน ฮาร์ท) หนุ่มผิวสีพ่อลูกหนึ่ง ที่เป็นทั้งอดีตผู้ต้องขัง ตกงาน ไม่ได้อยากได้งานแต่อยากได้ลายเซ็นไปให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ เดลล์กลายมาเป็นผู้ดูแลส่วนตัวฟิลลิปผู้เต็มใจให้มาหน้าที่นี้ แม้จะถูกคัดค้านจาก อีวอนน์ (นิโคล คิดแมน) เลขาส่วนตัวของเขาเอง และนั่นคือ… จุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ก่อให้เกิดความแน่นแฟ้น

 

The Upside

 

รีวิวหนัง : หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของมหาเศรษฐีที่อัมพาตกับผู้ดูแลที่เคยติดคุกเลยต้องหางานทำ ซึ่งแม้จะอิงมาจากเรื่องจริง แต่เราก็แอบรู้สึกว่าหนังมันเวอร์วังอลังการมาก เพราะมหาเศรษฐีนี่…โคตรรวยจริงๆ และเพราะแบบนั้นเราเลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันดลบันดาลให้เกิดหลายๆอย่าง ทั้งมุมมอง แง่คิด ระหว่างคนที่แตกต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่สีผิว ฐานะ ประวัติการศึกษา และการดิ้นรนชีวิตก่อนจะมาถึงจุดที่หนังจะเริ่มเล่า ฉากตลกหลายๆฉาก มันก็ตลกและทำให้หัวเราะได้จริง

แม้ว่าจะเป็นหนังรีเมคในเวอร์ชั่นอเมริกัน ก็ยังคงต้องบอกว่า The Upside เป็นหนังโลกสวยที่ดูสนุก ทุกอย่างในหนังดูจะคลี่คลายและดำเนินไปข้างหน้าอย่างแทบจะไม่มีอุปสรรคอะไรให้คนดูต้องรู้สึกลำบากใจนัก ยิ่งไปกว่านั้น “ความรวย” ของตัวละครฟิลลิปก็ดูจะไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับชีวิตของเขานัก ทุกอย่างในหนังแทบจะบันดาลความสุขได้จากเงิน และหนังเรื่องนี้เลยมีองค์ประกอบที่ดี และลงตัวหลายอย่างมากๆ และข้อความที่หนังนำเสนอ ก็เป็นแง่คิดที่ดีในชีวิตหลายข้อเลยทีเดียว

การมาถึงของเดลล์อาจจะทำให้ตัวละครอย่างฟิลลิปดูเป็นพ่อพระขึ้นมาบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่งเราก็รู้สึกว่าฟิลลิปนั้นพยายามไถ่บาปและอยากจะโปรยทานให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านการเงินในตอนแรก ทว่าสิ่งที่ฟิลลิปพยายามใช้เงินไถ่บาปในชีวิตกลับกลายเป็นว่า มันได้นำความสุขที่เกิดจะคาดฝันไว้ ทำให้ชีวิตของเศรษฐีอย่างฟิลลิปที่นับเวลารอวันตาย กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นี่อาจจะเป็นความงดงามที่สุดของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งก็ว่าได้

 

The Upside

The Upside

 

เวอร์ชั่นนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มฉากฮา แต่กับสัดส่วนดราม่าของหนังก็ถูกยกระดับขึ้นมาให้ตึงเครียดมากขึ้นเช่นกัน ด้วยการเขียนให้ฟิลลิปและเดลมีปากเสียงกันถึงขั้นโบกมือลา ซึ่งในเวอร์ชั่นต้นฉบับนั้นคู่นี้จากกันด้วยดี ก็เป็นการเสริมเข้าไปได้ถูกจังหวะจะโคน ทำให้เรื่องราวของหนังมีจุดวิกฤตและน่าติดตามว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร ไม่เพียงแต่การปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นอเมริกันมากขึ้น ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้ห่างจากต้นฉบับถึง 7 ปี ก็เลยเพิ่มเรื่องราวของเทคโนโลยีเข้าไป อย่างเช่นเรื่องราวของกูเกิ้ล ที่ต่อยอดไปถึงจุดดราม่าของหนังได้ รถหรูของฟิลลิปก็เป็นแบรนด์อเมริกันล้วน สั่งให้เล่นเพลงด้วยคำสั่งเสียงพูด

 

The Upside

 

ต้องยอมรับว่า The Upside เป็นการรีเมคที่ฉลาดเลือกคงบางฉากที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องราวจากต้นฉบับไว้ และเลือกเสริมเติมแต่งที่ทำให้หนังมีสีสันมากขึ้น ลงเอยเป็นหนังที่ครบรสชาติ ทั้งมุกฮาที่หัวร่อได้ถี่ๆ ทั้งเรื่อง ดราม่าแรงๆ เครียดๆ แต่ยังคงสาระเรื่องการให้โอกาส ไม่ตัดสินคนแค่ภายนอก ที่เล่าออกมาได้อย่างมีสีสัน ดาราที่คัดมาก็ระดับยอดฝีมือในวงการทั้งสิ้น โดยรวมใครชอบหนังฟีลกู๊ด ให้กำลังใจ อยากได้พลังบวก ได้แง่คิด รู้สึกอบอุ่น หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีเรื่องนึงที่แนะนำอยากให้ดูค่ะ

 

The Upside

The Upside

ตัวอย่างหนัง  The Upside

ชื่อเรื่อง : The Upside
ประเภท : คอมเมดี้ / ดราม่า
ผู้กำกับ : นีล เบอร์เกอร์
ผู้เขียนบท : จอน ฮาร์ตเมียร์ ,เอริก โตเลดาโน ,โอลิเวียร์ นากาเช่
นักแสดงนำ : เควิน ฮาร์ท ,ไบรอัน แครนสตัน ,นิโคล คิดแมน ,อาจา นาโอมิ คิง ,จาฮี ดิอัลโล วินสตัน ,เจเนวีฟ แองเจิลสัน ,ไมเคิล ควินแลน
ความยาว : 2 ชั่วโมง 5 นาที